ภาพปกบทความ คดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มีโทษจำคุกกี่ปี? สรุปอัตราโทษ การยอมความ และอายุความ มาตรา 328 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ภาพโทรศัพท์แสดงโพสต์โซเชียลมีเดียที่ปิดหน้าบุคคล โทรโข่ง กลุ่มคน ค้อนผู้พิพากษาและตาชั่ง

คดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มีโทษจำคุกกี่ปี? สรุปอัตราโทษและการยอมความตามกฎหมาย

ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อสารและกระจายข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตนเอง ความขัดแย้งบนโลกออนไลน์มักนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีหมิ่นประมาท โทษทางกฎหมายที่เกิดจากการโพสต์ ข้อความ รูปภาพ หรือการไลฟ์สดวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น บทความฉบับนี้จะสรุปโครงสร้างอัตราโทษ เส้นแบ่งความต่างระหว่างหมิ่นประมาททั่วไปกับการโฆษณา ตลอดจนเงื่อนไขการยอมความและอายุความตามกฎหมายค่ะ

ประมวลกฎหมายอาญา

ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖

ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 คือ บทบัญญัติที่เป็น “ความผิดฐานหมิ่นประมาทขั้นพื้นฐาน” (ฐานหลัก) ซึ่งเป็นรากฐานของคดีหมิ่นประมาททั้งหมด ก่อนที่จะขยายไปสู่เหตุฉกรรจ์อย่างการโฆษณาในมาตรา 328

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 คือ บทบัญญัติความผิดฐาน “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็น “เหตุฉกรรจ์” หรือเหตุที่ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องได้รับ โทษหนักขึ้น กว่าการหมิ่นประมาทธรรมดา เนื่องจากเป็นการเผยแพร่ข้อความใส่ความออกไปในวงกว้าง ทำให้ความเสียหายขยายตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง

องค์ประกอบความผิด “ด้วยการโฆษณา”

การที่ความผิดจะยกระดับเป็นมาตรา 328 ซึ่งมี โทษหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ที่สูงขึ้นนั้น กฎหมายพิจารณาจาก “ช่องทางหรือวิธีการ” เป็นสำคัญ

วิธีการที่ระบุไว้ในตัวบทกฎหมายมาตรา 328

การที่จะเป็นความผิดสำเร็จฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กฎหมายจะดูที่ “การรับรู้ของประชาชน” และ “ศักยภาพของสื่อที่ใช้” เป็นสำคัญ ต้องเป็นการกระจายข้อมูลสู่ “ประชาชนทั่วไป”: ไม่ใช่การส่งข้อความลับคุยกันส่วนตัวแบบตัวต่อตัว แม้ข้อความนั้นจะรุนแรงแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเป็นการโพสต์ในลักษณะที่บุคคลภายนอก (คนกลุ่มใหญ่ หรือคนทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง) สามารถเข้าถึงและอ่านข้อความนั้นได้ จะถือว่าเป็นการโฆษณาทันที มาตรา 328 ได้บัญญัติถึงวิธีการเผยแพร่ไว้โดยตรง ได้แก่:

  • การทำเป็นเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์
  • แผ่นเสียง แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) หรือตัวอักษร ที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ
  • หรือสิ่งบันทึกเสียงอย่างอื่น
  • การกระทำด้วยการกระจายเสียง หรือกระจายภาพ
  • การกระทำด้วยการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น (ครอบคลุมสื่อยุคใหม่ทั้งหมด)

“ช่องทาง” ในทางกฎหมายเรื่องการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (มาตรา 328)

จะพิจารณาจาก “ระบบหรือแพลตฟอร์ม” ที่เปิดโอกาสให้ “บุคคลทั่วไป (สาธารณชน)” เข้าถึงข้อความนั้นได้ โดยศาลไทยไม่ได้ยึดติดกับชื่อแอปพลิเคชัน แต่จะดูที่ “การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและความจุของสมาชิก” ในช่องทางนั้น ๆ เป็นหลักค่ะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถแบ่งช่องทางออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้:

1. ช่องทางที่เป็น “การโฆษณา” แน่นอน (ผิดมาตรา 328)

คือช่องทางที่กระจายข้อมูลสู่สาธารณะ หรือเปิดให้คนหมู่มากที่ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคลสามารถเข้ามาเห็นข้อความได้:

  • โซเชียลมีเดียที่เปิดสาธารณะ: การโพสต์บน Facebook (แบบ สาธารณะ), X (Twitter), TikTok, YouTube, Instagram ฯลฯ รวมถึงการคอมเมนต์ใต้โพสต์ต่าง ๆ ของเพจดังที่มีคนติดตามจำนวนมาก
  • กลุ่มแชทขนาดใหญ่ / คอมมูนิตี้: การส่งข้อความใน LINE OpenChat, Discord Server สาธารณะ, หรือ LINE Group ขนาดใหญ่ (เช่น กลุ่มหมู่บ้าน, กลุ่มศิษย์เก่า, กลุ่มที่ทำงาน) ที่มีสมาชิกจำนวนมาก และเป็นกลุ่มสาธารณะที่เป็นกลุ่มเปิด ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติก่อนก็สามารถเห็นข้อความโพสต์ของสมาชิกในกลุ่มได้ ซึ่งแนวคำพิพากษาศาลฎีกามองว่าบุคคลอื่นในกลุ่มสามารถเปิดอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ มีลักษณะป่าวประกาศให้คนหมู่มากรับรู้
  • สื่อดั้งเดิม: หนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, ป้ายบิลบอร์ด, หรือการแจกใบปลิว

2. ช่องทางที่ไม่ใช่ “การโฆษณา” (ผิดมาตรา 326 ธรรมดา)

คือช่องทางที่เป็นการสื่อสารแบบจำกัดวง หรือเป็นแบบตัวต่อตัว แม้จะมีบุคคลที่สามรับรู้ แต่ไม่ได้เป็นการป่าวประกาศสู่สาธารณะ:

  • แชทส่วนตัว (Private Message): การส่งข้อความด่าหรือใส่ความผ่าน LINE แชทส่วนตัว, Facebook Messenger (1on1), DM (Direct Message) ไปหาบุคคลที่สามโดยตรง
  • กลุ่มแชทขนาดใหญ่ / คอมมูนิตี้: การส่งข้อความใน LINE OpenChat, Discord Server สาธารณะ, หรือ LINE Group ขนาดใหญ่ (เช่น กลุ่มหมู่บ้าน, กลุ่มศิษย์เก่า, กลุ่มที่ทำงาน) ที่มีสมาชิกจำนวนมาก หรือมีสมาชิกในกลุ่มไม่ว่าจำนวนเท่าใดก็ตาม ซึ่งเป็นกลุ่มปิด ที่ต้องได้รับการอนุมัติก่อนจึงจะเห็นข้อความโพสต์ของสมาชิกในกลุ่มได้
  • กลุ่มแชทครอบครัวหรือกลุ่มเล็กมาก: แชทกลุ่มที่มีสมาชิกไม่กี่คนและเป็นกลุ่มปิดเฉพาะเรื่อง ศาลมักมองเป็นเพียงการส่งข้อมูลให้บุคคลที่สาม ไม่ถึงขั้นเป็นการโฆษณาป่าวประกาศ
  • การพูดคุยต่อหน้า: การนินทาหรือใส่ความต่อหน้าบุคคลที่สาม 2-3 คน (ไม่มีการบันทึกภาพและเสียงไปเผยแพร่ต่อ)

ดูที่ช่องทาง: เปิดให้บุคคลทั่วไป (สาธารณชน) เข้าถึงข้อความได้หรือไม่

เปิดให้คนหมู่มากเห็นข้อความได้

หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

ผิดมาตรา 328
  • โซเชียลมีเดียที่เปิดสาธารณะ เช่น Facebook (แบบสาธารณะ) X TikTok YouTube Instagram
  • กลุ่มแชทขนาดใหญ่ / คอมมูนิตี้ ที่เป็นกลุ่มเปิด ไม่ต้องได้รับการอนุมัติก่อนก็เห็นข้อความได้
  • สื่อดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ป้ายบิลบอร์ด ใบปลิว

อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

สื่อสารแบบจำกัดวง หรือตัวต่อตัว

หมิ่นประมาทธรรมดา

ผิดมาตรา 326
  • แชทส่วนตัว เช่น LINE แชทส่วนตัว Facebook Messenger (1on1) DM
  • กลุ่มแชทที่เป็นกลุ่มปิด ต้องได้รับการอนุมัติก่อนจึงจะเห็นข้อความ
  • กลุ่มแชทครอบครัวหรือกลุ่มเล็กมาก
  • การพูดคุยต่อหน้าบุคคลที่สาม 2-3 คน

อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แผนภาพสรุป: ช่องทางที่เป็นการโฆษณา (มาตรา 328) เทียบกับช่องทางที่ไม่ใช่การโฆษณา (มาตรา 326) ทั้งนี้ผลของคดีขึ้นอยู่กับการนำสืบพยานหลักฐานในคดี

สรุปแล้ว หากช่องทางนั้น “คนทั่วไปสามารถกดลิงก์เข้ามาดูได้ หรือมีคนเห็นข้อความได้ในคราวละมากๆ โดยที่เราควบคุมไม่ได้” = เข้าข่ายหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (ทั้งนี้ผลของคดีขึ้นอยู่การนำสืบพยานหลักฐานในคดีต่อไปด้วยค่ะ)

ตัวอย่างวิธีการและช่องทางในการเผยแพร่ข้อความ “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา”

การโพสต์ Facebook / YouTube หรือแอปพลิเคชันอื่น ๆ แบบ “สาธารณะ”

  • พฤติการณ์: การโพสต์ข้อความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอใส่ความผู้อื่นลงในโซเชียลมีเดียส่วนตัว โดยเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึง คอมเมนต์ หรือส่งต่อ (Share) ข้อความนั้นได้โดยไม่มีข้อจำกัด ศาลฎีกาตีความว่าเป็น “การกระจายเสียง กระจายภาพ หรือป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น” สู่สาธารณชนโดยตรง
  • แนวคำพิพากษาอ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 (การหมิ่นประมาทผ่าน YouTube และ Facebook) และแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับการใส่ความบนสื่อออนไลน์ทั่วไป

การส่งข้อมูลบนหนังสือพิมพ์หรือเว็บข่าวออนไลน์

  • พฤติการณ์: การนำข้อมูลใส่ร้ายไปลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ หรือการส่งข่าวไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ข่าวออนไลน์เพื่อให้ประชาชนรับรู้เป็นวงกว้าง
  • แนวคำพิพากษาอ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 วางแนวไว้ว่าข้อความหมิ่นประมาทที่เผยแพร่สู่ประชาชน ศาลสามารถสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาผ่านสื่อหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ได้เพื่อเยียวยาความเสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567

ป.อ. มาตรา 332 (2) เป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้เองตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า “หนังสือพิมพ์” ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยใช้กระดาษ แต่ยังมีความหมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารเป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย คดีนี้จำเลยกระทำผิดด้วยการเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวและข้อความเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่ได้เป็นจำนวนมาก และอาจมีการเผยแพร่ซ้ำหรือเผยแพร่ต่อไปอีกอย่างกว้างขวาง การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงเห็นสมควรให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย 2 ฉบับ เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายอีก 2 เว็บไซต์ด้วย โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

การปิดป้ายประกาศในที่สาธารณะ

  • พฤติการณ์: การพิมพ์ข้อความใส่ความลงบนแผ่นกระดาษหรือไวนิล แล้วนำไปแปะประกาศไว้ตามกำแพง เสาไฟฟ้า หรือบอร์ดประชาสัมพันธ์ในจุดที่คนเดินผ่านไปมาเห็นได้ชัดเจน
  • แนวคำพิพากษาอ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2272/2527 ถือเป็นความผิดฐานโฆษณาต่อเนื่องตราบเท่าที่ป้ายยังไม่ถูกปลดออก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2272/2527

การปิดประกาศโฆษณาหมิ่นประมาทนั้น เป็นความผิดต่อเนื่องจนกว่าจะมีการปลดป้ายประกาศออกไป ซึ่งถือได้ว่าการกระทำอันเป็นมูลแห่งความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ยุติลง อายุความย่อมจะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการปลดป้ายประกาศออก ดังนั้นแม้จำเลยติดป้ายประกาศหมิ่นประมาทโจทก์ก่อนวันที่โจทก์ไปร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเกิน 3 เดือนแต่เมื่อโจทก์ร้องทุกข์และฟ้องคดีไม่เกิน 3 เดือนนับแต่วันปลดป้ายประกาศโฆษณาหมิ่นประมาทออกคดีจึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยปิดประกาศภาพถ่ายโจทก์โดยมีข้อความภาษาอังกฤษกำกับแปลเป็นภาษาไทยว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลย 15,910 บาท ยังเรียกเก็บไม่ได้หรือยังไม่ได้ชำระ โดยจำเลยปิดประกาศดังกล่าวในสถานบริการของจำเลยซึ่งมีลูกค้าเข้าไปรับบริการ เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกล่าวหาเรื่องร้าย เป็นการใส่ความโจทก์อันจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทั้งเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนแม้ว่าเรื่องที่กล่าวหาจะเป็นความจริงก็ไม่เป็นเหตุยกเว้นให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

วิธีการที่ศาลมองว่า “ไม่ใช่การโฆษณา” (ผิดมาตรา 326 ธรรมดา)

การส่งข้อความลงในแอปพลิเคชัน LINE (กลุ่มปิดที่มีสมาชิกเฉพาะ)

  • พฤติการณ์: การส่งข้อความด่าหรือใส่ความผู้อื่นลงใน LINE Group ที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกลุ่ม มีเจตนาคุยกันภายใน และไม่ได้เปิดสาธารณะให้คนนอกเข้ามารับรู้ แม้ในกลุ่มจะมีสมาชิกหลายคน แต่ศาลมองว่ายังไม่ถึงขั้นกระจายข้อมูลสู่ “สาธารณชนทั่วไป”
  • แนวคำพิพากษาอ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2564 วางหลักการชัดเจนว่า การส่งข้อความในไลน์กลุ่มปิดเป็นการแจ้งข่าวเฉพาะกลุ่ม ไม่ผิดมาตรา 328 (โฆษณา) แต่ถ้าข้อความนั้นทำให้เสียหาย ยังคงผิดมาตรา 326 (หมิ่นประมาทธรรมดา)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5276/2562

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาข้อความตามภาพถ่ายแล้ว แม้ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าเป็นโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นอดีตทหารและเช่าที่ดินจาก บ. ซึ่งอยู่ติดสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อประกอบกิจการร้านอาหารชื่อ “พ.” ซึ่งมีเพียงร้านเดียวในจังหวัดกาญจนบุรีและยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องดำเนินคดีกับ บ. ด้วย เมื่อได้อ่านข้อความตามภาพถ่ายดังกล่าวแล้วก็เข้าใจทันทีว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงโจทก์ และอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คดีโจทก์จึงมีมูลเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326

ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยส่งข้อความลงในแอปพลิเคชันไลน์ กลุ่มโพสต์ท์นิวส์ออนไลน์ มีลักษณะเป็นเพียงเจตนาการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328

การโพสต์ Facebook แบบ “จำกัดกลุ่มเพื่อน”

  • พฤติการณ์: โพสต์ข้อความระบายหรือใส่ความบุคคลอื่น โดยตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้ให้เห็นเฉพาะคนที่เป็นเพื่อนเท่านั้น ไม่ได้ตั้งเป็นสาธารณะ
  • แนวคำพิพากษาอ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565 วางแนวไว้ว่า การที่จำเลยโพสต์ข้อความลงแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กโดย “มิได้ตั้งค่าสาธารณะ” มีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังกลุ่มเพื่อนของจำเลยเท่านั้น ยังไม่ถือว่ามีเจตนากระจายข่าวสู่สาธารณชนทั่วไป จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (แต่ผิดหมิ่นประมาทธรรมดาได้หากเข้าองค์ประกอบอื่น)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2565

การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

ข้อความและภาพถ่ายที่ดินที่จำเลยโพสต์ในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลย ไม่ได้ระบุชื่อโจทก์ผู้ถูกใส่ความไว้โดยตรง แต่เมื่อนำมาพิจารณาประกอบความเห็นของจำเลยที่ตอบคำถามเพื่อนของจำเลยที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า คนที่จำเลยกล่าวถึงนั้นหมายถึงใคร จำเลยตอบคำถามเพื่อนของจำเลยว่า คือคนข้างบ้านของจำเลย และข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของ น. และ ธ. คนในหมู่บ้านเดียวกันกับโจทก์และจำเลย ซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่รับทราบเรื่องที่จำเลยใส่ความว่า เมื่อเห็นข้อความและภาพที่ดินที่จำเลยโพสต์แล้ว เข้าใจได้ทันทีว่าจำเลยหมายถึงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่โพสต์ข้อความและภาพที่ดินในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลย จึงเป็นการใส่ความโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินติดกับที่ดินของจำเลยแล้ว หาอาจเข้าใจว่าเป็นคนอื่นได้อีก เมื่อข้อความที่จำเลยโพสต์ดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เห็นแก่ได้ หาประโยชน์ใส่ตัวเองโดยวิธีเอาเปรียบผู้อื่น เป็นคนขี้โกงเอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นของตนโดยมิชอบ ซึ่งวิญญูชนอ่านแล้วย่อมรู้สึกดูหมิ่นและเกลียดชังโจทก์ได้ในทันที การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖

ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ นั้น ผู้กระทำความผิดฐานนี้จะต้องเผยแพร่ข้อความ ภาพ และเสียง อันเป็นการหมิ่นประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การที่จำเลยโพสต์ข้อความและภาพลงในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลย มีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นเพื่อนของจำเลยในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลยเท่านั้น ยังไม่ถึงกับมีเจตนากระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

แม้ข้อความที่จำเลยใส่ความโจทก์ว่า “ล้อมรั้วในที่หลวง” ในลักษณะทำนองว่าเอาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตนจะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะไปลงข้อความและภาพถ่ายที่ดินใส่ความโจทก์ในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลย เพราะยังมีวิธีการที่จำเลยจะดำเนินการหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบอีกหลายวิธี จึงไม่มีความจำเป็นใดที่จำเลยจะต้องลงข้อความและภาพถ่ายที่ดินหมิ่นประมาทโจทก์โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม หรือติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ อันจะทำให้จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๙ (๑) (๓)

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

“หนึ่งโพสต์ เท่ากับ หนึ่งกรรม” โพสต์ซ้ำๆโทษอาจจะมากขึ้น

โพสต์ด่าซ้ำๆศาลจะมองว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ มีผลทำให้ต้องรับโทษมากขึ้น

  • ประเด็นเรื่องเจตนา (กรรมเดียวหรือหลายกรรม): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยโพสต์ข้อความแยกกัน 9 ครั้ง ต่างวันต่างเวลา และมีการเข้าตอบคอมเมนต์แยกแต่ละโพสต์ในลักษณะยืนยันข้อเท็จจริงแตกต่างกัน เป็นการแสดงเจตนาที่ประสงค์จะทำลายชื่อเสียงของโจทก์แยกต่างหากจากกันในแต่ละเรื่อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน (รวม 9 กรรม) ให้ศาลลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวและมีเจตนาเดียว ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี (เช่น มาตรา 328 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 10 ปี
  • ศาลลงโทษจำคุกจำเลยเป็นรายกระทงความผิด และไม่รอการลงโทษ (จำคุกจริง) เนื่องจากเป็นการสร้างความเสียหายต่อสาธารณะอย่างร้ายแรงและยากแก่การแก้ไขเยียวยา
  • แนวคำพิพากษาอ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567 เรื่องเกี่ยวกับความผิดฐาน “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” หลายกรรมต่างกัน บนสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567

จำเลยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลยรวม 9 ครั้ง ต่างวันเวลากัน แต่ละครั้งของการโพสต์ข้อความมีการแสดงความคิดเห็นโต้ตอบและแสดงข้อเท็จจริงกับบุคคลอื่นที่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นของแต่ละการโพสต์ข้อความเป็นส่วน ๆ แยกต่างหากจากกันของแต่ละโพสต์ข้อความของจำเลยในลักษณะที่ยืนยันข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันออกไป จำเลยกระทำโดยเจตนาใส่ความมุ่งประสงค์ที่จะทำลายชื่อเสียงของโจทก์หลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายหลายครั้งและมีบุคคลอื่นได้มาอ่านข้อความที่จำเลยโพสต์หลาย ๆ คน โดยมีการโพสต์ข้อความโต้ตอบกับจำเลยในแต่ละโพสต์แยกต่างหากจากกัน แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการยืนยันข้อเท็จจริงแต่ละอย่างแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน และประสงค์ต่อผลให้โจทก์เสียชื่อเสียงในแต่ละเรื่องแต่ละครั้งที่จำเลยโพสต์แตกต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวและมีเจตนาเดียว

มีอัตราโทษทางอาญาที่ระบุไว้ชัดเจนดังนี้ค่ะ:

  • โทษจำคุก: ไม่เกิน 2 ปี
  • โทษปรับ: ไม่เกิน 200,000 บาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราโทษ: หมิ่นประมาทธรรมดา VS หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

เพื่อตอบคำถามที่ว่า คดีหมิ่นประมาท ติดคุกไหม และมี ค่าปรับคดีหมิ่นประมาท เท่าใด ประมวลกฎหมายอาญาไทยได้แบ่งแยกฐานความผิดและอัตราโทษตามลักษณะการเผยแพร่ไว้ดังนี้:

ฐานความผิดมาตราลักษณะการกระทำโทษจำคุกสูงสุดค่าปรับสูงสุด
หมิ่นประมาททั่วไปมาตรา 326ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม (เช่น การนินทา, พูดใส่ความต่อหน้ากลุ่มคนจำนวนน้อย)ไม่เกิน 1 ปีไม่เกิน 20,000 บาท
หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณามาตรา 328เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน, โซเชียลมีเดีย, ใบปลิว, ภาพวาด หรือกระจายเสียง (สาธารณชนเข้าถึงได้)ไม่เกิน 2 ปีไม่เกิน 200,000 บาท

หมายเหตุ: สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไป (มาตรา 326) กฎหมายกำหนดให้ศาลลงโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับได้ ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (มาตรา 328) กฎหมายใช้คำว่า ‘ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท’ ซึ่งโดยหลักต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับ แต่ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกอย่างเดียวก็ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 หรือหากโทษจำคุกที่ผู้กระทำความผิดจะต้องรับมีกำหนดเวลาเพียง 3 เดือนหรือน้อยกว่า ศาลจะยกโทษจำคุกเสีย คงให้ปรับแต่อย่างเดียวก็ได้ตามมาตรา 55 หรือศาลอาจใช้ดุลยพินิจลงโทษปรับและให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกไว้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 56

อายุความคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

1. อายุความร้องทุกข์ / แจ้งความ

  • กำหนดเวลา: ต้องดำเนินกระบวนการภายใน 3 เดือน เท่านั้น
  • การเริ่มนับ: เริ่มนับตั้งแต่วันที่ “รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด” (ไม่ใช่เริ่มนับจากวันที่โพสต์)
  • ข้อควรระวัง: เนื่องจากความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่าถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ และส่งผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) (ทั้งนี้ หากผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองภายในกำหนด 3 เดือน ย่อมถือว่าการฟ้องคดีนั้นเป็นการร้องทุกข์ไปในตัวแล้ว ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 733/2505)
  • จุดสังเกต: ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาบางแนว หากข้อความหมิ่นประมาทยังคงปรากฏอยู่บนระบบคอมพิวเตอร์และยังไม่ได้ลบออกไป ความเสียหายและนิตินัยยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยทางกฎหมายที่สุด ควรยึดหลักยื่นดำเนินการภายใน 3 เดือนนับแต่พบเห็นโพสต์และรู้ตัวคนทำค่ะ

2. อายุความฟ้องคดีทางอาญา (เมื่อมีการแจ้งความไว้แล้ว)

  • กำหนดเวลา: 10 ปี สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (มาตรา 328)
    5 ปี สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไป (มาตรา 326)
  • รายละเอียด: หากผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้โดยชอบภายในกำหนด 3 เดือนแล้ว จะต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไปตามมาตรา 326 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี จะมีอายุความฟ้องคดี 5 ปี นับแต่วันกระทำความผิด

3. อายุความฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง (มูลละเมิดและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา)

ความผิดฐานหมิ่นประมาทอาจเป็นทั้งความผิดอาญาและการละเมิดทางแพ่ง ผู้เสียหายจึงเรียกค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายต่อชื่อเสียงได้ ดังนี้

  • ยื่นคำร้องในคดีอาญา หากพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยยื่นก่อนเริ่มสืบพยาน หรือก่อนศาลวินิจฉัยคดีกรณีไม่มีการสืบพยาน
  • ไม่ได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน แม้คดีอาญาจะขาดอายุความร้องทุกข์ ผู้เสียหายยังฟ้องคดีแพ่งฐานละเมิดได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448
  • ร้องทุกข์โดยชอบภายใน 3 เดือน อายุความเรียกค่าเสียหายอาจใช้อายุความทางอาญาที่นานกว่า ได้แก่
    • หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มาตรา 328 : 10 ปี
    • หมิ่นประมาททั่วไป มาตรา 326 : 5 ปี

    โดยนับแต่วันกระทำความผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 51
  • หากได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้วแต่คดียังไม่เด็ดขาด อายุความฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และหากต่อมาศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนฟ้องคดีแพ่ง ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งได้ตามกำหนดอายุความในมาตรา 193/32 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่หากศาลพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมกลับไปมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามปกติ

หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ยอมความได้ไหม?

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 ระบุชัดเจนว่า ความผิดในหมวดหมิ่นประมาททั้งหมด (รวมถึงมาตรา 328) เป็น “ความผิดอันยอมความได้” (ความผิดต่อส่วนตัว)

แนวทางการระงับคดีด้วยการยอมความ

  • ยอมความได้ก่อนคดีถึงที่สุด: ในคดีความผิดต่อส่วนตัว คู่กรณีสามารถเจรจาไกล่เกลี่ย ยอมความ ถอนคำร้องทุกข์ หรือถอนฟ้องได้ในเวลาใดๆ ‘ก่อนคดีถึงที่สุด’ (ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง และมาตรา 126 (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6887/2557 และ 8577/2551) ทั้งนี้ สำหรับการยื่นคำร้องขอถอนฟ้องต่อศาล มาตรา 35 วรรคสอง กำหนดข้อจำกัดไว้ว่า หากจำเลยคัดค้านการถอนฟ้อง ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
  • เงื่อนไขการยอมความ: ในทางปฏิบัติ การยอมความมักไม่ได้จบแค่การพูดปากเปล่า แต่จะมีการทำ “สัญญาประนีประนอมยอมความ” หรือบันทึกข้อตกลง โดยมีเงื่อนไขร่วมกัน เช่น:
    • การชดเชยเยียวยา: จำเลยยินยอมชำระค่าเสียหาย (เงินเยียวยา) ให้แก่ผู้เสียหาย
    • การกู้คืนชื่อเสียง: จำเลยต้องโพสต์ข้อความขอโทษตามข้อความที่ตกลงกัน, ลบโพสต์ที่เป็นปัญหา หรือลงโฆษณาขอโทษในสื่อต่างๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด
    • ข้อตกลงร่วมกัน: จำเลยสัญญาว่าจะไม่กระทำการโพสต์ใส่ความหรือหมิ่นประมาทโจทก์อีก
  • ผลทางกฎหมาย: เมื่อมีการยอมความและถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

ข้อควรระวังในการยอมความ

1. ต้องเป็นการยอมความโดยเด็ดขาด: ข้อตกลงในสัญญาหรือคำร้องต้องระบุให้ชัดเจนว่า “ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีกต่อไป” หากระบุเงื่อนไขไม่ชัดเจน เช่น ถอนฟ้องชั่วคราวเพื่อไปทำสัญญากู้ อาจทำให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายว่าสิทธิฟ้องระงับแล้วหรือไม่

2. ถอนแล้วจะกลับมาฟ้องใหม่ไม่ได้: เมื่อถอนคำร้องทุกข์หรือถอนฟ้องในความผิดอันยอมความได้แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ผู้เสียหายจะกลับมาร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเดิมใหม่อีกไม่ได้ แม้ภายหลังอีกฝ่ายจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง เช่น ไม่ชำระเงินตามที่ตกลงไว้ ดังนั้นควรให้อีกฝ่ายชำระเงินหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขให้เรียบร้อยก่อนถอนคำร้องทุกข์หรือถอนฟ้อง หากผิดสัญญาภายหลัง ผู้เสียหายยังฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในทางแพ่งได้

สรุป

คดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเป็นอัตราโทษที่หนักกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทธรรมดา โดยกฎหมายกำหนดให้เป็น “ความผิดอันยอมความได้” (ความผิดต่อส่วนตัว) เจ้าทุกข์และจำเลยสามารถเจรจายอมความ ยอมรับการขอขมา หรือชดเชยค่าเสียหายเพื่อถอนคำร้องทุกข์ได้ตลอดเวลาก่อนคดีถึงที่สุด

แม้คดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจะมีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 2 ปี แต่ในทางปฏิบัติสำหรับผู้กระทำความผิดทางอาญาเป็นครั้งแรก และพฤติการณ์คดีไม่ร้ายแรง ศาลมักเปิดโอกาสให้เกิดการไกล่เกลี่ยเยียวยาผู้เสียหาย หรืออาจใช้ดุลยพินิจลงโทษกักขัง โทษปรับ หรือให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นคดีที่มีอายุความร้องทุกข์เพียง 3 เดือน ผู้เสียหายจึงจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์ด้วยการรวบรวมพยานหลักฐานดิจิทัลให้ครบถ้วนและแจ้งความให้ทันกำหนดเวลา

ปรึกษาทนายวันนี้

(ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหาในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไปในเชิงวิชาการเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะเจาะจงสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง หากท่านมีข้อพิพาททางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง)

เกี่ยวกับผู้เขียน

ทนายนฐา นาคิรินทร์

ดูแลงานคดีอาญาของสำนักงาน รวมถึงการสืบสวนและวิเคราะห์รูปคดีเพื่อประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานก่อนตัดสินใจดำเนินคดี

ความถนัด: คดีอาญา · คดีด้านเทคโนโลยีและอาชญากรรมไซเบอร์ · คดีทรัพย์สินทางปัญญา

บทความที่เกี่ยวข้อง